ข่าวสาร
ข่าวสาร/กิจกรรม
สศช. แนะแนวทางส่งออกสินค้าไทยภายใต้สงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก
วันที่ 10 เม.ย. 2562
เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2562  ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร  ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดการสัมมนาทางวิชาการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เรื่อง การส่งออกสินค้าไทยภายใต้สงครามการค้าและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ณ ห้องวอเตอร์เกท บอลรูม โรงแรม อมารี วอเตอร์เกท กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศในเชิงลึกโดยเฉพาะข้อมูลการส่งออกสินค้าของไทยในรายการสินค้าที่อยู่ภายใต้และภายนอกมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบ โอกาส และความท้าทายของการส่งออกของไทยที่จะเกิดจากการดำเนินมาตรการกีดกันทางการค้า และนำเสนอเผยแพร่ผลการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบ โอกาส และความท้าทายของการส่งออกของไทยภายใต้สถานการณ์การกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และจีน รวมทั้งรับฟังและแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการขับเคลื่อนการส่งออกของไทย และการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปี 2562 นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างเครือข่ายทางด้านองค์ความรู้และทางวิชาการระหว่างเจ้าหน้าที่ สศช. กับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน

งานสัมมนาแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 ได้รับเกียรติจาก ดร.ศุภวุฒิ  สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด(มหาชน) กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ "ทิศทางเศรษฐกิจและการค้าโลกในช่วงที่เหลือของปี 2562” โดย ดร. ศุภวุฒิ กล่าวว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2562 มีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศสำคัญเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ สหรัฐฯ ยูโรโซน และญี่ปุ่น นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนยังอยู่ในภาวะเสี่ยงที่จะชะลอตัวรุนแรงกว่าคาด ในขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ อาทิ บราซิล และอินเดียจะขยายตัวในเกณฑ์ดีซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เศรษฐกิจโลกในภาพรวมไม่ชะลอตัวรุนแรงมากนัก และคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ทั้งนี้ การคาดการณ์ดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานสำคัญ ๆ ได้แก่ (1) สหรัฐฯ และจีนจะสามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าในระยะสั้น แม้ว่าอาจจะมีสงครามเย็นทางการค้า (Trade-Cold War) เกิดขึ้นเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนนั้นมีวัตถุประสงค์มากกว่าทางการค้าแต่เป็นการแย่งชิงความเป็นประเทศมหาอำนาจในระยะยาว (2) การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนจะเข้าสู่ระดับต่ำสุดในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 และมีแนวโน้มที่จะเริ่มฟื้นตัวขึ้น (3) การเจรจา Brexit สามารถเป็นไปอย่างมีข้อตกลง (No Hard Brexit) และไม่มีการดำเนินมาตรการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (No Auto Tariffs) และ (4) ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1 ครั้ง ภายในปี 2562 นอกจากนี้ ดร.ศุภวุฒิ ได้กล่าวถึงความเสี่ยงด้านลบที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะถดถอยนั้น ประกอบด้วย (1) การเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนเป็นไปอย่างยืดเยื้อ (2) การที่เศรษฐกิจยูโรโซนพึ่งพิงอุปสงค์ภายนอกในระดับสูง ซึ่งรวมถึงจีน (3) ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะชะลอลงรุนแรงกว่าคาด ซึ่งอาจส่งผลให้เศรษฐกิจยูโรโซนไม่ขยายตัว และ (4) ความเสี่ยงของการขึ้นภาษีนำเข้าในส่วนของสินค้ายานยนต์ระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป โดยมองว่าประเด็นความเสี่ยงเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อการลงทุนซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งนี้ ดร.ศุภวุฒิ ยังได้กล่าวเสริมว่าหากเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอยนั้น น่าจะเป็นผลจากการชะลอลงอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจจีน มากกว่าผลจากการเจรจา Brexit อย่างไรก็ดี พบว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันนั้นยังไม่เข้าสู่จุดเสี่ยงของการเข้าสู่เศรษฐกิจถดถอยมากนัก

ช่วงที่ 2 เป็นการเสวนาในหัวข้อ "โอกาสและข้อจำกัดของการส่งออกไทยภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้า” จากมุมมองผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากภาคเอกชน และภาครัฐ 4 ท่าน ประกอบด้วย นายวิชญายุทธ  บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  นางสาวกัณญภัค  ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย นายมนตรี  มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ นายจักรินทร์  โกมลศิริ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โดยมีนางสาวอานันท์ชนก  สกนธวัฒน์ ผู้อำนวยการส่วนประมาณการและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินรายการ

นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการ สศช. กล่าวว่า การส่งออกของไทยต้องเผชิญกับข้อจำกัด 2 ประการที่สำคัญ คือ แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2562 และแนวโน้มการแข็งค่าของเงินบาทที่มีสถานการณ์คล้ายคลึงกับในช่วงปี 2556-2557 ซึ่งอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่ที่ร้อยละ 3.5 และค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ในระดับ 30.7 – 32.5 บาทต่อดอลลาร์ สรอ. ซึ่งส่งผลให้การส่งออกไทยในช่วงดังกล่าวไม่ขยายตัวหรือปรับตัวลดลง นอกจากนี้ นายวิชญายุทธ ยังได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการส่งออกต่อเศรษฐกิจไทย ที่ไม่เพียงแต่มีสัดส่วนสูงมากกว่าร้อยละ 50 ของ GDP แต่การส่งออกสามารถส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจผ่านช่องทางอื่นเพิ่มเติม คือการลงทุนภาคเอกชน การจ้างงาน และการใช้จ่ายภาคครัวเรือน ซึ่งจะเห็นได้จากการฟื้นตัวและการขยายตัวของการส่งออกในช่วงหลังปี 2560 ทำให้การผลิตขยายตัว การใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้น และเมื่ออัตราการใช้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต ซึ่งจะเห็นได้จากการเริ่มฟื้นตัวอย่างชัดเจนของการลงทุนภาคเอกชนโดยเฉพาะในช่วงของครึ่งหลังของปี 2561 นอกจากนั้นเมื่อการผลิตขยายตัวและภาคเอกชนลงทุนมากขึ้น จะทำให้การจ้างงานปรับตัวดีขึ้น และส่งผลให้รายได้ของประชาชนและการใช้จ่ายภาคครัวเรือนปรับตัวดีขึ้นในอีกทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การส่งออกเริ่มชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 และเริ่มปรับตัวลดลงในช่วง 2 เดือนแรกของปี หากปล่อยให้การส่งออกในช่วงที่เหลือของปีปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว จะส่งผลให้การผลิตลดลง อัตราการใช้กำลังการผลิตลดลง และในที่สุดแล้วจะส่งผลให้การลงทุนภาคเอกชน การจ้างงาน และการใช้จ่ายภาคครัวเรือนชะลอตัวลง เช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงปี 2556 – 2558 ดังนั้น หากจะรักษาอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ก็จะต้องทำทุกวิถีทางในการที่จะสนับสนุนและขับเคลื่อนการส่งออกในปีนี้ให้สามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา  

นายวิชญายุทธ ยังได้กล่าวอีกว่ามาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบด้านลบต่อภาพรวมการค้าโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นโอกาสในการส่งออกสินค้าของไทยผ่านทางการปรับเปลี่ยนทิศทางทางการค้า (Trade Diversion) ของทั้งตลาดจีนและสหรัฐฯ ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์ในปี 2561 แสดงให้เห็นว่าหลายประเทศได้รับประโยชน์จากการปรับเปลี่ยนทิศทางทางการค้าอย่างชัดเจน โดยมีประเทศสำคัญๆ ที่ได้รับผลประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าในตลาดจีน เช่น ออสเตรเลีย รัสเซีย เม็กซิโก และ ฮ่องกง เป็นต้น และประเทศที่ได้รับผลประโยชน์จากการเบี่ยงเบนทางการค้าในตลาดสหรัฐฯ เช่น รัสเซีย สหราชอาณาจักร เม็กซิโก ไต้หวัน ออสเตรเลีย และเวียดนาม เป็นต้น สำหรับในกรณีของประเทศไทย ผลการศึกษาวิเคราะห์ของ สศช. พบว่าภายใต้สินค้าที่มีการเก็บภาษีนำเข้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนจำนวน 12,712 รายการ (มูลค่า 360,000 ล้านดอลลาร์ สรอ.) เป็นสินค้าไทยที่อยู่ภายใต้มาตรการดังกล่าวจำนวน 6,464 รายการ (มูลค่า 57,623 ล้านดอลลาร์ สรอ.) ซึ่งจากมูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยจากทั้งสหรัฐฯ และจีน จะเห็นว่าในปี 2561 กลุ่มสินค้าภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าขยายตัวเร่งขึ้น ขณะที่สินค้าที่อยู่นอกมาตรการกีดกันทางการค้ากลับชะลอตัวลง นอกจากนั้น เพื่อเป็นการวิเคราะห์ให้เห็นโอกาสที่จะเกิดจากมาตรการกีดกันทางการค้าอย่างชัดเจนมากขึ้น สศช. จึงได้แบ่งสินค้าส่งออกของไทยจำนวน 6,464 รายการที่อยู่ภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้าดังกล่าว ออกเป็น (1) กลุ่มสินค้าที่ได้รับประโยชน์จาก Trade Diversion ประกอบด้วย (i) กลุ่มที่มูลค่าการส่งออกลดลงในปี 2560 แต่ขยายตัวในปี 2561 (กลุ่ม A) และ (ii) กลุ่มที่ขยายตัวต่อเนื่องในปี 2560 และปี 2561 (กลุ่ม B1-B3) (2) กลุ่มสินค้าที่เผชิญความท้าทาย หรือกลุ่มที่มีความเสี่ยง ประกอบด้วย (i) กลุ่มที่ชะลอตัวลงทั้งปี 2561 และ H2/2561 (กลุ่ม B4) และ (ii) กลุ่มที่ขยายตัวในปี 2560 แต่ลดลงในปี 2561 (กลุ่ม C) ซึ่งเป็นกลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบด้านลบจากมาตรการกีดกันทางการค้า ที่อาจเกิดจากผลของห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain effect) มีมูลค่า 21,945 ล้านดอลลาร์ สรอ. (ร้อยละ 38.1 ของมูลค่าการนำเข้าจีนและสหรัฐฯ จากไทยรวมภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้า) และ (3) กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยอื่น เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ได้แก่ กลุ่มที่ลดลงทั้งปี 2560 และปี 2561 (กลุ่ม D) โดยพบว่ากลุ่มที่มีโอกาสได้รับประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้า (กลุ่ม A และกลุ่ม B1-B3) มีมูลค่ารวม 30,725 ล้านดอลลาร์ สรอ. (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 53.3 ของมูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยของตลาดสหรัฐฯ และจีนภายใต้มาตรการ) ในขณะที่กลุ่มที่มีความเสี่ยง (กลุ่ม B4 และ C) มีมูลค่ารวม 21,945 ล้านดอลลาร์ สรอ. (คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 28.1 มูลค่าการนำเข้าสินค้าไทยของตลาดสหรัฐฯ และจีนภายใต้มาตรการ) ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาโครงสร้างรายหมวดของสินค้าไทย พบว่ากลุ่มสินค้าที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากมาตรการกีดกันทางการค้า ประกอบด้วย (1) กลุ่มที่มีโอกาสทั้งตลาดสหรัฐฯ และจีน เช่น เครื่องจักรและอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ที่ใช้ทางทัศนศาสตร์ อาหารปรุงแต่ง เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์จากพืช เป็นต้น (2) กลุ่มสินค้าที่มีโอกาสในตลาดใดตลาดหนึ่ง ได้แก่ สิ่งทอ ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมทางเคมี ของที่ทำจากหนัง เป็นต้น และ (3) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า ได้แก่ พลาสติก ยางและผลิตภัณฑ์ สินค้าประเภทไขมันและน้ำมันพืชที่ได้จากสัตว์หรือพืช เป็นต้น

นอกจากนี้ นายวิชญายุทธ ยังให้ข้อเสนอแนะที่สำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกภายใต้มาตรการกีดกันทางการค้า เพื่อที่จะช่วยสนับสนุนการขยายตัวของการส่งออกในปีนี้ ดังนี้ (1) ผู้ผลิตและผู้ส่งออกควรนำข้อมูลรายการสินค้าที่มีโอกาสและได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าฯ ที่ สศช. เผยแพร่โดยความร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ ไปพิจารณาใช้ประโยชน์ในการวางแผน ปรับตัวและแสวงหาโอกาสในการส่งออกสินค้าที่ไทยได้ประโยชน์ (2) การสำรวจความสามารถในการทดแทนการส่งออกในกลุ่มสินค้าที่มีโอกาสจาก Trade diversion ในตลาดสหรัฐฯ และจีน โดยฉพาะรายการสินค้าในกลุ่ม A B1 B2 และ B3 และหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการร่วมกันขับเคลื่อนการส่งออกรายการสินค้าในกลุ่มดังกล่าวซึ่ง สศช. และกระทรวงพาณิชย์ได้นำมาเปิดเผยในรายละเอียดระดับรายสินค้าเช่นเดียวกัน และ (3) การให้ความช่วยเหลือผู้ส่งออกสินค้าที่อาจจะได้รับผลกระทบด้านลบจากความเชื่อมโยงของห่วงโซ่การผลิต โดยเฉพาะรายการสินค้าในกลุ่ม C ให้สามารถปรับตัวไปยังตลาดอื่น ๆ ซึ่งจากการศึกษาในครั้งนี้พบว่าบางตลาดยังมีความต้องการนำเข้าสินค้าในกลุ่ม C อย่างต่อเนื่อง

สำหรับ นางสาวกัณญภัค ตันติพิพัฒน์พงศ์ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) ได้ให้ความเห็น 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก ภาพรวมสถานการณ์การส่งออกและแนวโน้มการส่งออกของไทย โดยพบว่าการส่งออกของไทยในปี 2561 ได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน และเริ่มเห็นผลกระทบที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงต้นปี 2562 ดังจะเห็นได้จากมูลค่าการส่งออกไปจีนที่ปรับตัวลดลงร้อยละ 1.5 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ส่งผลให้ สรท. ปรับลดการคาดการณ์มูลค่าการส่งออกในปี 2652 จากร้อยละ 5 เป็นร้อยละ 3 โดยมีเป้าหมายมูลค่าการส่งออกในช่วงที่เหลือของปีอยู่ที่ประมาณ 22,000 ล้านดอลลาร์ สรอ. ต่อเดือน และ ประเด็นที่สอง เกี่ยวกับข้อเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการส่งออกของไทย โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) เสนอให้ประเทศไทยจัดตั้ง National E-commerce Platform ในลักษณะหน่วยงานธุรกิจกับหน่วยธุรกิจ (Business to Business: B2B) มากขึ้น (2) ด้านโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมขนส่ง ควรปรับปรุงแก้ไขเนื่องจากปัจจุบันยังมีปัญหาความแออัดของท่าเรือและความไม่สะดวกในการเข้าไปใช้บริการ (3) ด้านกฎระเบียบ บางส่วนยังไม่เอื้อกับผู้ประกอบการ มีความล้าหลัง และเพิ่มต้นทุนการดำเนินการ ในขณะเดียวกัน ต้องมีการติดตามกฎ ระเบียบ และข้อบังคับของต่างประเทศอย่างใกล้ชิด และ (4) ด้านสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Emission) ซึ่งกำหนดให้ใช้น้ำมันที่มีลักษณะเป็น Low Sulfur Diesel ซึ่งจะส่งผลต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงขึ้น

ทางด้าน นายมนตรี มหาพฤกษ์พงศ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ได้ให้ความเห็น 2 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก แนวโน้มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพรายสาขา ประกอบด้วย (1) อุตสาหกรรมยานยนต์ คาดว่าในปี 2562 อุตสาหกรรมยานยนต์จะยังเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญของไทย แต่จะชะลอลงจากการขยายตัวสูงในปี 2561 โดยคาดว่าปริมาณการผลิตรถยนต์จะอยู่ที่ 2.15 ล้านคัน (เพื่อบริโภคในประเทศ 1.05 ล้านคัน และส่งออก 1.1 ล้านคัน) (2) อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ คาดว่าในปี 2562 จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงการค้า USMCA อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยไปยังสหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก แต่คาดว่าภายหลังจากการสิ้นสุดของข้อตกลง USMCA แล้วมีแนวโน้มที่จะทำให้ไทยสามารถส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ได้เพิ่มขึ้น (3) อุตสาหกรรมเครื่องไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และโทรคมนาคม คาดว่าในปี 2562 การส่งออกจะขยายตัวดีขึ้นตามความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น และการขยายตัวของสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัยไปสู่การเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart electronics) นอกจากนี้ ผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับการดำเนินธุรกิจจากการเป็นผู้ผลิตเป็นผู้ค้าหรือผู้จำหน่ายมากขึ้น (4) อุตสาหกรรมอาหารแปรรูป คาดว่าในปี 2562 จะขยายตัวดีตามตามความต้องการภายในประเทศที่ยังขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่ง (5) อุตสาหกรรมสิ่งทอ และเครื่องแต่งกาย ซึ่งปัจจุบันมีการย้ายฐานจากประเทศจีนกระจายไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยสินค้าคุณภาพสูง (High-end) มีการย้ายฐานการผลิตสู่ประเทศไทย โดยมองว่าการผลิตอุตสาหกรรมดังกล่าวจะขยายตัวได้อย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นต้องพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าที่เป็นนวัตกรรมใหม่ (Innovative products) มากขึ้น (6) อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ปัจจุบันอุตสาหกรรมนี้ยังมีกำลังการผลิต (Capacity utilization) เพียงพอ แต่หากใช้กำลังการผลิตเต็มที่แล้วอาจเกิดการขยายกำลังการผลิตในอนาคต (7) อุตสาหกรรมเหล็ก คาดว่าในปี 2562 จะยังคงขยายตัวได้ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน (8) อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ คาดว่าในปี 2562 จะขยายตัวได้ดี โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการลงทุนโครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียมและอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ของไทยยังมีจุดแข็งในด้านการออกแบบที่ทันสมัยเมื่อเทียบกับคู่แข่งจากประเทศอื่น ๆ (9) อุตสาหกรรมพลาสติก คาดว่าในปี 2562 จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และ ประเด็นที่สอง ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและแนวทางการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรม โดยมีข้อเสนอแนะที่สำคัญ คือ (1) การปรับเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าขั้นกลางหรือสินค้ากึ่งสำเร็จรูป (Semi-finished goods) มาเป็นการผลิตสินค้าสำเร็จรูป (Finished goods) ให้มากขึ้น (2) การเร่งรัดเจรจาข้อตกลงทางการค้าเสรี ได้แก่ ความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) รวมถึงการเจรจาการค้ากับประเทศต่าง ๆ (3) การส่งออกเพื่อทดแทนตลาดของทั้งสหรัฐฯ และจีน รวมถึงหาตลาดส่งออกใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพ เช่น อาเซียน อินเดีย แอฟริกาตะวันออก และละตินอเมริกา (4) ภายใต้ข้อตกลงสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (USMCA) ผู้ประกอบการไทยอาจต้องพิจารณาการย้ายฐานการผลิตไปตั้งโรงงานในสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา (5) การลดผลกระทบจากค่าเงิน โดยไม่ควรนำเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มารวมอยู่ในตะกร้าเงินเพื่อกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากไม่สะท้อนค่าเงินบาทที่แท้จริง (6) การปรับตัวจากการถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) โดยผู้ประกอบการไทยไม่ควรมุ่งหวังแต่เพียงสิทธิประโยชน์จาก GSP แต่ควรมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นสำคัญ ส่วน นายจักรินทร์ โกมลศิริ นักวิชาการพาณิชย์เชี่ยวชาญ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้ให้ความเห็น 3 ประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ ประเด็นแรก ภาพรวมสถานการณ์ส่งออกของไทย โดยกล่าวว่าการปรับตัวลดลงของมูลค่าการส่งออกของไทยในเดือนมกราคม 2562  ส่วนหนึ่งเป็นผลจากวัฏจักรของการส่งออกที่มักจะปรับตัวลดลงในช่วงเดือนแรกของไตรมาส ก่อนปรับตัวเพิ่มขึ้นในช่วงท้ายไตรมาส ขณะที่คาดว่าการส่งออกของไทยในไตรมาสที่ 2 ของปี 2562 จะทรงตัว ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปี 2562 ทั้งนี้ การคาดการณ์แนวโน้มดังกล่าวอยู่บนเงื่อนไขที่สถานการณ์ทางด้านสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนมีทิศทางที่ดีขึ้นในระยะอันใกล้ สำหรับปัจจัยสนับสนุนการส่งออกของไทยที่สำคัญ ได้แก่ การขยายตัวของตลาดอาเซียน การลงทุนที่ขยายตัวดีขึ้น การเจรจาความตกลงพันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค (RCEP) และการเจรจาข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ของไทยกับสหภาพยุโรป รวมทั้งการท่องเที่ยวที่ปรับตัวดีขึ้น 
ประเด็นที่สอง ผลกระทบของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน สามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ประกอบด้วย (1) กลุ่มสินค้าที่ได้รับประโยชน์ ได้แก่ โซลาร์เซลล์ เหล็ก เครื่องซักผ้า และอะลูมิเนียม (2) กลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบด้านลบจากผลของห่วงโซ่อุปทานจีน ได้แก่ ยานพาหนะและส่วนประกอบ ส่วนประกอบคอมพิวเตอร์และแผงวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และ (3) กลุ่มสินค้าที่ได้รับโอกาสในการทดแทนสินค้าที่สหรัฐฯ และจีนมีข้อพิพาทระหว่างกัน อาทิ เครื่องสำอาง ไก่ ผลไม้ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องดื่ม ในขณะที่ผลกระทบของ Brexit คาดว่าประเทศไทยจะไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรงมากนักในระยะสั้น แต่ในระยะยาว ประเทศไทยมีโอกาสที่จะได้รับผลด้านบวก เนื่องจากสหราชอาณาจักรจำเป็นต้องหาหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจใหม่ภายหลังจากที่แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป ดังนั้น ไทยจะต้องเร่งเตรียมการเจรจาทางการค้ากับทั้งสหราชอาณาจักรและสหภาพยุโรป รวมทั้งเร่งดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก 
ประเด็นที่สาม ข้อเสนอแนวทางในการขับเคลื่อนการส่งออกไทยที่สำคัญ ประกอบด้วย (1) ยุทธศาสตร์การตลาด (Marketing Strategy) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนการส่งออกไทยที่สำคัญ เช่น ยุทธศาสตร์การเร่งเจาะตลาดจีนรายมณฑล ยุทธศาสตร์การเจาะตลาดอินเดียรายมลรัฐ และ ยุทธศาสตร์ในการเจาะตลาดอาเซียน (2) การกำหนดแผนงานที่สำคัญในปี 2562 ประกอบด้วย 6 แผนงาน ได้แก่ (i) การสร้างความสัมพันธ์หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partnership) (ii) สร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น เชื่อมโยงสู่ตลาดต่างประเทศ (Local 2 Global) (iii) การเจาะลึกตลาดใหม่ (แอฟริกา จีน อินเดีย) โดยการจัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (Special Task Force: STF) (iv) การส่งเสริมการค้าออนไลน์ (E-Commerce Platform) โดยการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ขยายการส่งออกสู่ตลาดจีนและอินเดียผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น (v) การส่งเสริมธุรกิจบริการศักยภาพ โดยเฉพาะธุรกิจ Well Being ที่เกี่ยวเนื่องตั้งแต่แรกเกิดจนสิ้นอายุ และ (vi) การใช้ประโยชน์จาก Big Data และยกระดับการให้บริการ โดยเฉพาะการใช้ DITP One Application มาช่วยบูรณาการการให้บริการและข้อมูลการปฏิบัติงานทั้งหมดของกรมฯ

ข่าว : สำนักยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค 
ภาพ : เมฐติญา วงษ์ภักดี

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 962 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
โทรศัพท์ : 02-2804085 (40 คู่สาย) แฟกซ์ : 0-2281-3938 E-mail : pr@nesdb.go.th , webmaster@nesdb.go.th
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์