ข่าวสาร
ข่าวสาร/กิจกรรม
เศรษฐกิจไทยไตรมาสที่สี่ของปี 2560 ทั้งปี 2560 และแนวโน้มปี 2561
วันที่ 19 ก.พ. 2561
ดร.ปรเมธี  วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่สี่ของปี 2560 ทั้งปี 2560 และแนวโน้มปี 2561 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2560

เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2560 ขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 4.0 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 4.3 ในไตรมาสก่อนหน้า และเมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่สี่ของปี 2560 ขยายตัวจากไตรมาสที่สามของปี 2560 ร้อยละ 0.5 (QoQ_SA) รวมทั้งปี 2560 เศรษฐกิจไทยขยายตัวร้อยละ 3.9 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.3 ในปี 2559 

ด้านการใช้จ่าย มีปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวเร่งขึ้นของการบริโภคภาคเอกชน การขยายตัวในเกณฑ์สูงของการส่งออกสินค้า และการขยายตัวต่อเนื่องของการลงทุนภาคเอกชน ในขณะที่การลงทุนภาครัฐลดลง การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 3.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของฐานรายได้รวมในระบบเศรษฐกิจ และมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภค โดยการใช้จ่ายซื้อสินค้าคงทนขยายตัวในเกณฑ์สูงและเร่งขึ้นร้อยละ 21.8 สอดคล้องกับการขยายตัวของปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งร้อยละ 33.9 ในขณะที่การใช้จ่ายด้านบริการ สินค้ากึ่งคงทน และสินค้าไม่คงทน ขยายตัวร้อยละ 2.3 ร้อยละ 0.5 และร้อยละ 1.8 ตามลำดับ สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของดัชนีภาษีมูลค่าเพิ่มหมวดโรงแรมและภัตตาคาร (ราคาคงที่) ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์ และปริมาณการจำหน่ายน้ำมันดีเซลร้อยละ 11.5 ร้อยละ 2.5 และร้อยละ 2.5 ตามลำดับ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ระดับ 65.2 และเป็นระดับสูงสุดในรอบ 11 ไตรมาส การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลขยายตัวร้อยละ 0.2 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 1.8 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการขยายตัวของมูลค่าการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำรวมที่ขยายตัวร้อยละ 1.4 ชะลอลงจากการขยายตัวร้อยละ 15.0 ในไตรมาสก่อนหน้า การลงทุนภาคเอกชนขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 3 ร้อยละ 2.4 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 2.5 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 สอดคล้องกับการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออกและการลดลงของกำลังการผลิตส่วนเกินในหลายอุตสาหกรรม แต่การลงทุนในสิ่งก่อสร้างยังปรับตัวลดลงร้อยละ 2.3 สอดคล้องกับการลดลงของปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ ปริมาณการจำหน่ายคอนกรีต ปริมาณการจำหน่ายกระเบื้อง และพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างในเขตเทศบาล ส่วนการลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลงร้อยละ 6.0 โดยการลงทุนของรัฐวิสาหกิจขยายตัว แต่การลงทุนของรัฐบาลปรับตัวลดลง โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาอุทกภัยและการปรับตัวด้านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ สอดคล้องกับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ 14.0 เทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ร้อยละ 21.1 และอัตราการเบิกจ่ายร้อยละ 17.0 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน

ในด้านภาคต่างประเทศ การส่งออกสินค้ามีมูลค่า 61,164 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวในเกณฑ์สูงต่อเนื่องร้อยละ 11.6 ซึ่งเป็นการขยายตัวในทุกตลาดส่งออกสำคัญ และเกือบทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการขยายตัวเร่งขึ้นของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าหลัก และการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในตลาดโลก โดยปริมาณการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.0 และราคาสินค้าส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.3 กลุ่มสินค้าส่งออกที่มูลค่าขยายตัว เช่น ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ผลิตภัณฑ์ยาง อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ รถยนต์นั่ง รถกระบะและรถบรรทุก เครื่องจักรและอุปกรณ์ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม เป็นต้น การส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป (15) จีน ญี่ปุ่น อาเซียน (9) และตะวันออกกลาง (15) ขยายตัวดีต่อเนื่อง ในขณะที่การส่งออกไปออสเตรเลียกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส เมื่อหักการส่งออกทองคำที่ยังไม่ขึ้นรูปออกแล้ว มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.8 เมื่อคิดในรูปของเงินบาท มูลค่าการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.9 การนำเข้าสินค้ามีมูลค่า 54,661 ล้านดอลลาร์ สรอ. ขยายตัวร้อยละ 14.6 เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของราคานำเข้าร้อยละ 5.8 และปริมาณการนำเข้าร้อยละ 8.3 โดยปริมาณการนำเข้าเพิ่มขึ้น ในทุกหมวดสินค้า สอดคล้องกับการขยายตัวของภาคการส่งออก การลงทุนภาคเอกชน และอุปสงค์ในประเทศ

ด้านการผลิต การผลิตสาขาโรงแรมและภัตตาคาร สาขาการค้าส่งค้าปลีก สาขาขนส่งและการคมนาคม และสาขาไฟฟ้า ก๊าซ และการประปาขยายตัวเร่งขึ้น ส่วนสาขาอุตสาหกรรมขยายตัวในเกณฑ์ดีต่อเนื่อง ในขณะที่ภาคเกษตรและสาขาก่อสร้างปรับตัวลดลง โดยภาคเกษตรลดลงร้อยละ 1.3 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 9.7 ในไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะฝนตกชุก อุทกภัย และสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวยในหลายพื้นที่ ผลผลิตพืชเกษตรสำคัญที่ลดลง ได้แก่ ข้าวเปลือกนาปี มันสำปะหลัง และผลผลิตในหมวดประมง อย่างไรก็ตาม ผลผลิตอ้อย ปาล์มน้ำมัน กลุ่มไม้ผล ยางพารา ข้าวโพด และหมวดปศุสัตว์เพิ่มขึ้น ส่วนดัชนีราคาสินค้าเกษตรลดลงร้อยละ 6.1 เนื่องจากสินค้าเกษตรบางรายการออกสู่ตลาดมากขึ้น โดยสินค้าเกษตรที่ราคาลดลง ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และสุกร ในขณะที่ราคามันสำปะหลัง ข้าวเปลือก ไก่เนื้อ และข้าวโพดเพิ่มขึ้น การลดลงของดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรและดัชนีราคาสินค้าเกษตรส่งผลให้ดัชนีรายได้เกษตรกรโดยรวมในไตรมาสนี้ลดลงร้อยละ 7.0 สาขาอุตสาหกรรมขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 3.0 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 4.2 ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการปรับตัวดีขึ้นของการส่งออก สอดคล้องกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อส่งออก (สัดส่วนส่งออกมากกว่าร้อยละ 60) ซึ่งขยายตัวร้อยละ 3.1 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 0.1 ในไตรมาสก่อนหน้า และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่มีสัดส่วนส่งออกในช่วงร้อยละ 30 - 60 ขยายตัวในเกณฑ์ดีร้อยละ 4.0 ในขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมกลุ่มการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ (สัดส่วนส่งออกน้อยกว่าร้อยละ 30) ปรับตัวลดลงร้อยละ 0.3 เนื่องจากการลดลงของอุตสาหกรรมบางรายการ อัตราการใช้กำลังการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 60.8 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 59.5 ในช่วงเดียวกันของปีก่อน ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ขยายตัว เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง ส่วนประกอบและอุปกรณ์ประกอบสำหรับยานยนต์และเครื่องยนต์ ยานยนต์ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม และเครื่องใช้ในบ้านเรือน เป็นต้น ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ลดลง เช่น เหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก การจัดเตรียมและการปั่นเส้นใยสิ่งทอ การแปรรูปสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์จากสัตว์น้ำ เป็นต้น สาขาโรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 15.3 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 6.9 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 9.28 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 19.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 6.4 ในไตรมาสก่อนหน้า รายรับรวมจากการท่องเที่ยว 729.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.9 ประกอบด้วย (1) รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 494.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 23.2 ตามการขยายตัวในเกณฑ์สูงของรายรับจากนักท่องเที่ยวจีน รัสเซีย เกาหลีใต้ และอินเดีย และ (2) รายรับจากนักท่องเที่ยวชาวไทย 235.0 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.1 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยในไตรมาสนี้อยู่ที่ร้อยละ 69.44 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 66.97 ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาขาขนส่งและการคมนาคม ขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 8.9 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 7.4 ในไตรมาสก่อนหน้า โดยบริการขนส่งขยายตัวร้อยละ 9.1 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 7.0 ในไตรมาสก่อนหน้า สอดคล้องกับการขยายตัวของจำนวนนักท่องเที่ยว การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการส่งออก โดยบริการขนส่งทางบก ทางอากาศ และทางน้ำ ขยายตัวร้อยละ 7.3 ร้อยละ 18.5 และร้อยละ 7.4 ตามลำดับ ในขณะที่บริการโทรคมนาคมขยายตัวร้อยละ 8.5 สอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของผลประกอบการของผู้ให้บริการโทรคมนาคม

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำที่ร้อยละ 1.1 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 0.9 บัญชีเดินสะพัดเกินดุล 12.7 พันล้านดอลลาร์ สรอ. (417.5 พันล้านบาท) หรือคิดเป็นร้อยละ 10.4 ของ GDP เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560 อยู่ที่ 202.6 พันล้านดอลลาร์ สรอ. และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2560 มีมูลค่าทั้งสิ้น 6,371.4 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 41.2 ของ GDP

เศรษฐกิจไทยโดยรวมทั้งปี 2560 

เศรษฐกิจไทยรวมทั้งปี 2560 ขยายตัวร้อยละ 3.9 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.3 ในปี 2559 โดยในด้านการใช้จ่าย การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 3.2 และร้อยละ 1.7 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.0 และร้อยละ 0.5 ในปี 2559 ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกสินค้าขยายตัวในเกณฑ์สูงร้อยละ 9.7 เร่งขึ้นมากจากการขยายตัวร้อยละ 0.1 ในปี 2559 และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 6 ปี ในขณะที่การลงทุนภาครัฐปรับตัวลดลงร้อยละ 1.2 ในด้านการผลิต การผลิตภาคเกษตรขยายตัวร้อยละ 6.2 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 2.5 ในปี 2559 การผลิตสาขาอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.3 ในปี 2559 สาขาค้าส่งและค้าปลีก และสาขาขนส่งและการคมนาคมขยายตัวร้อยละ 6.3 และร้อยละ 7.3 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 5.3 และร้อยละ 4.1 ในปี 2559 ตามลำดับ ในขณะที่สาขาโรงแรมและภัตตาคารขยายตัวร้อยละ 8.5 ต่อเนื่องจากการขยายตัวร้อยละ 9.9 ในปีก่อนหน้า รวมทั้งปี 2560 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อยู่ที่ 15,450.1 พันล้านบาท (455.4 พันล้านดอลลาร์ สรอ.) รายได้ต่อหัวเฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 228,371.0 บาทต่อคนต่อปี (6,729.0 ดอลลาร์ สรอ. ต่อหัวต่อปี) เพิ่มขึ้นจาก 215,454.6 บาทต่อคนต่อปี (6,103.9 ดอลลาร์ สรอ. ต่อหัวต่อปี) ในปี 2559

เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยร้อยละ 0.7 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 10.8 ของ GDP

แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2561

เศรษฐกิจไทยปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.6 – 4.6 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเร่งขึ้นและสนับสนุนเศรษฐกิจในภาพรวมได้มากขึ้น แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐบาลที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี และการลงทุนภาครัฐที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้น รวมทั้งการขยายตัวในเกณฑ์ดีของสาขาเศรษฐกิจสำคัญๆ ต่อเนื่องจากปี 2560 และการปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงานและฐานรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งนี้ คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าจะขยายตัวร้อยละ 6.8 การบริโภคภาคเอกชน และการลงทุนรวมขยายตัวร้อยละ 3.2 และร้อยละ 5.5 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วงร้อยละ 0.9 – 1.9 และบัญชีเดินสะพัดเกินดุลร้อยละ 7.8 ของ GDP

รายละเอียดของการประมาณการเศรษฐกิจในปี 2561 ในด้านต่างๆ มีดังนี้ 

1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภค การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคของเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.2 ปรับเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 3.1 ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา โดยการขยายตัวมีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) การปรับตัวดีขึ้นของการจ้างงานและฐานรายได้ของประชาชนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งในด้านการจ้างงานในภาคนอกเกษตรที่เริ่มกลับมาขยายตัวในไตรมาสสุดท้ายของปี 2560 และการจ้างงานภาคเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามแนวโน้มการขยายตัวของพืชผลทางการเกษตรที่มีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณน้ำในเขื่อนที่อยู่ในเกณฑ์สูง (2) อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แม้ว่าจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ (3) การลดลงของข้อจำกัดจากการถือครองรถยนต์ภายใต้มาตรการรถยนต์คันแรกและการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ และ (4) การดำเนินมาตรการของภาครัฐในการดูแลประชาชนผู้มีรายได้น้อยและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคภาครัฐบาล คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.2 เร่งขึ้นจากร้อยละ 0.5 ในปี 2560 และปรับเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 2.7 ในการประมาณการครั้งก่อน ตามการเพิ่มขึ้นของกรอบวงเงินงบประมาณภายใต้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2561 

2. การลงทุนรวม คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 5.5 เร่งขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 0.9 ในปี 2560 โดยการลงทุนภาครัฐ คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 10.0 ปรับตัวดีขึ้นจากการลดลงร้อยละ 1.2 ในปี 2560 โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นในเกณฑ์สูงของกรอบวงเงินงบลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและงบลงทุนรัฐวิสาหกิจร้อยละ 14.7 และร้อยละ 45.7 เทียบกับการเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.9 และการลดลงร้อยละ 2.1 ในปี 2560 ตามลำดับ และการดำเนินโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญๆ ที่มีความคืบหน้ามากขึ้น ส่วนการลงทุนภาคเอกชน คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.7 ปรับตัวดีขึ้นจากการขยายตัวร้อยละ 1.7 ในปี 2560 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการส่งออกที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดี ซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนเพื่อขยายกำลังการผลิตมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมหลายรายการที่มีการใช้อัตรากำลังการผลิตในปัจจุบันสูงกว่าร้อยละ 75 รวมทั้งความคืบหน้าของโครงการลงทุนของภาครัฐ และการปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นของนักลงทุนภายใต้บรรยากาศการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพการเมืองในประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของมูลค่าโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนในปี 2560 ร้อยละ 22.4 

3. มูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ สรอ. คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 6.8 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 9.7 ในปี 2560 โดยคาดว่าปริมาณการส่งออกสินค้าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.8 ปรับเพิ่มจากการขยายตัวร้อยละ 4.0 ในการประมาณการครั้งก่อน สอดคล้องกับการปรับเพิ่มสมมติฐานการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและปริมาณการค้าโลก และการปรับเพิ่มสมมติฐานด้านราคาสินค้าส่งออกจากการเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 - 1.5 ในการประมาณการครั้งก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.5 – 2.5 ตามการปรับเพิ่มสมมติฐานราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และเมื่อรวมกับการส่งออกบริการที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ดีอย่างต่อเนื่องตามรายรับและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ คาดว่าจะทำให้ปริมาณการส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.0 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 5.3 ในการประมาณการครั้งก่อน

ประเด็นการบริหารเศรษฐกิจในปี 2561 

การบริหารนโยบายเศรษฐกิจมหภาคในปี 2561 ควรให้ความสำคัญกับ (1) การสนับสนุนการขยายตัวของการผลิตนอกภาคเกษตรเพื่อชดเชยการลดลงของแรงขับเคลื่อนจากภาคเกษตรที่มีแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ และมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานีญา โดย (i) การดูแลการส่งออกให้ขยายตัวได้อย่างเต็มศักยภาพและต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการลงทุน (ii) การสร้างความเชื่อมั่นและสนับสนุนการขยายตัวของการลงทุนภาคเอกชนทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน การชักจูงนักลงทุนในสาขาเป้าหมาย และสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความต่อเนื่องของโครงการและนโยบายการพัฒนาที่สำคัญหลังเปลี่ยนผ่านสู่การเลือกตั้ง และ (iii) การสนับสนุนการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ทั้งในด้านการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการท่องเที่ยว รวมทั้งการส่งเสริมการขายในตลาดนักท่องเที่ยวรายได้สูงและนักท่องเที่ยวระยะไกล ควบคู่ไปกับการกระจายรายได้สู่ชุมชน (2) การขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐให้สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมาย โดย (i) การเร่งรัดการจัดซื้อจัดจ้างและเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงที่เหลือของปี ควบคู่ไปกับการเบิกจ่ายงบลงทุนภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี และกรอบงบลงทุนรัฐวิสาหกิจให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 72.0 และร้อยละ 77.0 ตามลำดับ (ii) การดำเนินโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ (iii) การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน และ (iv) การจัดทำแผนและขับเคลื่อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจในระดับภาคและจังหวัดสำคัญๆ (3) การดูแลเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย และการสร้างความเข้มแข็งให้ SMEs และเศรษฐกิจฐานราก ทั้งในด้าน (i) การพัฒนาการผลิตสินค้าเกษตร การส่งเสริมรายได้เกษตรกร และการติดตามและป้องกันผลกระทบจากปรากฏการณ์ลานีญา  (ii) การดำเนินมาตรการการเงินการคลัง โดยให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมทั้งการดูแลมาตรการสินเชื่อให้มีวงเงินที่เพียงพอ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และ (iii) การให้ความช่วยเหลือและพัฒนา SMEs ที่ได้รับผลกระทบจาก
การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการดำเนินธุรกิจ การเพิ่มขึ้นของค่าแรงและการแข็งค่าของเงินบาท และ (4) การเตรียมความพร้อมด้านกำลังแรงงานและคุณภาพแรงงานให้มีเพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ


สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
19 กุมภาพันธ์ 2561

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 962 ถนนกรุงเกษม แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ 10100
โทรศัพท์ : 02-2804085 (40 คู่สาย) แฟกซ์ : 0-2281-3938 E-mail : pr@nesdb.go.th , webmaster@nesdb.go.th
นโยบายเว็บไซต์ | นโยบายข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเว็บไซต์