(เฉพาะเจ้าหน้าที่ สศช.)    KM องค์กร | SSL VPN | NESDB WebMail Th  |   Eng
<FONT color=#000066 size=2><B>แผนผังเว็บไซต์</B></FONT>  แผนผังเว็บไซต์ Minimize 

 ภาวะการออม การลงทุน และช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน Minimize 

ส่วนที่ 2 ภาวะการออม การลงทุน และช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน

   การออมและการลงทุน

    การออมเบื้องต้นของประเทศซึ่งประกอบด้วย เงินออมสุทธิ ค่าเสื่อมราคา และเงินโอนลดลงในอัตราร้อยละ 3.0 ในปี 2540 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 4.0 ในปี 2539 เป็นผลจากการลดลงของ เงินออมภาคครัวเรือน รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงิน โดยเฉพาะภาคสถาบันการเงินไม่มีเงินออม เนื่องจากรายได้การดำเนินงานน้อยกว่าค่าใช้จ่าย ส่วนการออมของภาคธุรกิจเอกชนขยายตัวร้อยละ 23.0

    สำหรับการลงทุนเบื้องต้นในราคาประจำปี (Gross capital formation) ซึ่งประกอบด้วยการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรก่อนหักค่าเสื่อมราคา และการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง ลดลงร้อยละ 18.4 เทียบกับการขยายตัวร้อยละ 10.8 ในปี 2539 ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ การขาดแคลนสินเชื่อ และอัตราดอกเบี้ยสูง ทำให้การลงทุนของภาคครัวเรือนและธุรกิจเอกชนลดลงร้อยละ 64.9 และ 23.9 ตามลำดับ ในขณะที่การลงทุนในโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐบาลยังคงขยายตัว ส่วนการลงทุนของ รัฐวิสาหกิจลดลงเล็กน้อยในอัตราร้อยละ 6.0

    1. ภาคครัวเรือน

    เงินออมเบื้องต้นของภาคครัวเรือนลดลงร้อยละ 1.2 เนื่องจากรายได้ของภาคครัวเรือนชะลอลงตามภาวะ วิกฤตเศรษฐกิจ ประกอบกับภาวะตกต่ำของธุรกิจทำให้มีการปรับลดเงินเดือน ค่าตอบแทนต่าง ๆ และจำนวน แรงงานถูกเลิกจ้างเพิ่มขึ้น รายได้เกษตรกรชะลอลงเนื่องจากผลผลิตและราคาพืชผลอยู่ในเกณฑ์ตกต่ำจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย และราคาในตลาดโลกที่มีแนวโน้มต่ำลง ด้านรายจ่ายลงทุนของภาคครัวเรือนเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยลดลงมากจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ การขาดแคลนสินเชื่อ และอัตราดอกเบี้ยสูง มูลค่าการสะสมทุนเบื้องต้นของภาคครัวเรือนมีอัตราลดลงร้อยละ 64.9 เทียบกับอัตราลดลงร้อยละ 0.4 ในปี 2539 แต่อย่างไรก็ตามในปี 2540 มีการโอนเงินจากรัฐบาลจำนวน 55,991 ล้านบาท เข้าเป็นเงินประเดิมในกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) โดยภาคครัวเรือนเป็นผู้รับ ผลประโยชน์ ส่งผลให้มูลค่าการเกินดุลของภาคครัวเรือน เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2539 เป็นร้อยละ 6.1 ในปี 2540

    2. ภาคธุรกิจ

    ภาคธุรกิจเอกชนมีการออมเบื้องต้นเพิ่มขึ้นจาก 645,757 ล้านบาท ในปี 2539 เป็น 794,157 ล้านบาท ในปี 2540 คิดเป็นอัตราเพิ่มร้อยละ 23.0 ส่วนใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของค่าเสื่อมราคาเนื่องจากการขยายการลงทุนในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ส่วนเงินออมสุทธิในปี 2540 มีมูลค่า 163,113 ล้านบาท เทียบกับ 92,115 ล้านบาท ในปี 2539 แม้ว่าบัญชีของภาคธุรกิจจะแสดงยอดขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนเป็นจำนวนมากในปี 2540 แต่ผลขาดทุนดังกล่าวไม่นับเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณรายได้ประชาชาติ เงินออมจึงยังขยายตัว แต่ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ฐานะของธุรกิจที่ตกต่ำ การขาดแคลนสินเชื่อ และอัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้การลงทุนของภาคธุรกิจลดลงร้อยละ 23.9 ในปี 2540 ภาคธุรกิจขาดดุลเงินออมจำนวน 632,314 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.3 อย่างไรก็ตามหากไม่รวมค่าคลาดเคลื่อน ทางสถิติ มูลค่าขาดดุลเงินออมของภาคธุรกิจมีแนวโน้มลดลง

   3. ภาครัฐบาล (ส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น)

    ในปี 2540 รายได้จากการจัดเก็บภาษี และรายได้อื่น ๆ ของภาครัฐบาลชะลอลงตามภาวะเศรษฐกิจที่หดตัวโดยเฉพาะภาษีเงินได้นิติบุคคล ในขณะที่รายจ่ายเพื่ออุปโภคยังคง ขยายตัวเล็กน้อยจากการเร่งใช้จ่ายและก่อภาระผูกพันงบประมาณในช่วงต้นปี ทำให้เงินออมเบื้องต้นลดลงจากปี 2539 ในอัตราร้อยละ 3.0 ส่วนการลงทุนยังขยายตัวเพิ่มขึ้น ต่อเนื่องคิดเป็นอัตราร้อยละ 29.9 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และโครงการกระจายรายได้และความเจริญสู่ภูมิภาคและท้องถิ่น นอกจากนี้มีการโอนเงินคงคลังจำนวน 55,991 ล้านบาทเข้าเป็นเงินประเดิมใน กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ส่งผลให้ปี 2540 ภาครัฐบาลขาดดุลเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ถึง 15,845 ล้านบาท คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 111.3 เทียบกับปี 2539 ที่ เกินดุลจำนวน 140,071 ล้านบาท

   4. ภาครัฐวิสาหกิจ (ไม่รวมสถาบันการเงิน)

     การออมภาครัฐวิสาหกิจในปี 2540 มีมูลค่า 68,447 ล้านบาท ลดลงจากปี 2539 ร้อยละ 10.9 รายได้จากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจโดยรวมยังคงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจสาขาพลังงานที่มีรายได้เพิ่มขึ้นเนื่องจากการปรับราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าหลังการเปลี่ยนแปลงระบบอัตราแลกเปลี่ยน แต่ราคาพลังงานที่ปรับตัวขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตของรัฐวิสาหกิจสาขาอื่น ทำให้รายจ่ายโดยรวมเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของ รายได้ ผลกำไรและเงินออมของรัฐวิสาหกิจจึงชะลอลง ส่วนการลงทุนของภาครัฐวิสาหกิจชะลอตัวในอัตราร้อยละ 6.0 เนื่องจากมีการปรับลดงบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลและงบ ลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ตามแนวโน้มของรายได้ที่ชะลอตัว และเพื่อรักษาสมดุลทางบัญชีของภาครัฐวิสาหกิจในปีงบประมาณ 2541 ตามข้อตกลงกับ IMF

    5. ภาคสถาบันการเงิน

    การออมของภาคสถาบันการเงินเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ปี 2539 และในปี 2540 ภาคสถาบัน การเงินไม่มีการออม เนื่องจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ประสบภาวะขาดทุนเป็นจำนวนมาก ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทประกันและกองทุนฯ ซึ่งมีสัดส่วนเงินออมสูงในกลุ่มสถาบันการเงิน มีเงินออมลดลงร้อยละ 16.5 และ 97.1 ตามลำดับ ส่วนสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งได้แก่ ธนาคารธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร มี เงินออมขยายตัวสูง

    วิกฤตสถาบันการเงิน และสภาพคล่องในระบบการเงินที่ตึงตัวมาก ผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศอยู่ในระดับสูง ต้นทุนของสถาบันการเงินจึงเพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่เริ่มมีปัญหาในการรับรู้รายได้จากหนี้ค้างชำระ ส่งผลให้กำไรและเงินออมของธนาคารพาณิชย์ชะลอลง และการสั่งระงับการดำเนินกิจการของบริษัทเงินทุน 58 แห่ง ทำให้สูญเสียรายได้เป็นจำนวนมากทั้งธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ยังคงมีอยู่ ประกอบกับภาวะตลาดหลักทรัพย์ที่ซบเซา ทำให้บริษัทเงินทุน บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์ ประสบภาวะขาดทุน ส่วนการออมที่ลดลงของบริษัทประกันและกองทุนฯ มีสาเหตุจากรายจ่ายค่าสินไหมทดแทนของธุรกิจประกันภัยเพิ่มสูงขึ้น และการโอนกองทุนบำเหน็จพนักงานรัฐวิสาหกิจไปตั้งเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ทำให้เงินออมของกองทุนฯ ลดลง เปลี่ยนเป็นเงินออมสะสมของภาคครัวเรือนในรูปของเงินทุนประกันและเงินกองทุนฯ

    เงินออมของสถาบันการเงินของรัฐขยายตัวสูง เนื่องจากการขยายตัวของสินเชื่อ และอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ รวมทั้งมีรายได้จากการให้กู้ยืมระยะสั้นในตลาดซื้อคืนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้สหกรณ์ออมทรัพย์เป็นอีกสถาบันการเงินหนึ่งที่มีการขยายตัวของเงินออมอย่างต่อเนื่องตามการใช้บริการของสมาชิกที่ขยายตัว

    การลงทุนของภาคสถาบันการเงินมีสัดส่วนน้อยเมื่อเทียบกับภาคเศรษฐกิจอื่น และลดลงในอัตราร้อยละ 2.4 ในปี 2540 แต่จากการลดลงอย่างมากของเงินออมที่ไม่รวมค่าคลาดเคลื่อนทางสถิติ ทำให้ภาคสถาบันการเงินขาดดุลเงินออมเป็นปีแรก มีมูลค่า 63,950 ล้านบาท

   6. ภาคต่างประเทศ

    ในปี 2540 เงินออมของภาคต่างประเทศ หรือ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีมูลค่า 38,555 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ลดลงมากเมื่อเทียบกับปี 2539 ซึ่งขาดดุลสูงถึง 371,286 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 8.1 ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมในประเทศ ทั้งนี้เพราะดุลการค้าปรับตัวดีขึ้นจากที่ขาดดุล 417,647 ล้านบาท เหลือเพียง 84,850 ล้านบาท เนื่องจากการนำเข้าชะลอลงตามการลดลงของอุปสงค์ภายในประเทศและการอ่อนตัวของค่าเงินบาท ในขณะที่การส่งออกปรับตัวดีขึ้น ส่วนดุลบริการและดุลบริจาคยังคงเกินดุล

ช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน  

ช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุนหรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงจากร้อยละ 8.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2539 เป็นร้อยละ 0.8 ในปี 2540 เนื่องจากการลงทุนเบื้องต้นของประเทศลดลงในอัตราร้อยละ 18.4 ในขณะที่การออมเบื้องต้นลดลงร้อยละ 3.0 โดยภาคครัวเรือนมีมีเงินออมเกินดุลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2539 เป็นร้อยละ 4.9 เนื่องจากการชะลอตัวอย่างมากของการสะสมทุน การเกินดุลเงินออมของภาครัฐบาลลดลงจาก ร้อยละ 3.0 เป็นร้อยละ 0.9 เนื่องจากการชะลอตัวของรายได้ภาษีตามภาวะเศรษฐกิจและการผลิต ในขณะที่การใช้จ่ายยังขยายตัว ส่วนภาครัฐวิสาหกิจมีการชะลอตัวของการออมและการลงทุนใน ทิศทางเดียวกัน ทำให้การขาดดุลเงินออมมีสัดส่วนเท่ากับปี 2539 คือร้อยละ 2.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หากไม่รวมค่าคลาดเคลื่อนทางสถิติ การขาดดุลเงินออมของภาคธุรกิจเอกชนจะชะลอลงจากร้อยละ 12.5 เหลือร้อยละ 2.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2540 เนื่องจากการชะลอการลงทุนตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังมีอยู่ การขาดแคลนสินเชื่อ และต้นทุน เงินทุนที่สูงขึ้น ส่วนภาคสถาบันการเงินขาดดุลเงินออมร้อยละ 1.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เทียบกับการเกินดุลร้อยละ 2.4 ในปี 2539 เนื่องจากการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์

ช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน  

ช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุนหรือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงจากร้อยละ 8.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2539 เป็นร้อยละ 0.8 ในปี 2540 เนื่องจากการลงทุนเบื้องต้นของประเทศลดลงในอัตราร้อยละ 18.4 ในขณะที่การออมเบื้องต้นลดลงร้อยละ 3.0 โดยภาคครัวเรือนมีมีเงินออมเกินดุลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2539 เป็นร้อยละ 4.9 เนื่องจากการชะลอตัวอย่างมากของการสะสมทุน การเกินดุลเงินออมของภาครัฐบาลลดลงจาก ร้อยละ 3.0 เป็นร้อยละ 0.9 เนื่องจากการชะลอตัวของรายได้ภาษีตามภาวะเศรษฐกิจและการผลิต ในขณะที่การใช้จ่ายยังขยายตัว ส่วนภาครัฐวิสาหกิจมีการชะลอตัวของการออมและการลงทุนใน ทิศทางเดียวกัน ทำให้การขาดดุลเงินออมมีสัดส่วนเท่ากับปี 2539 คือร้อยละ 2.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หากไม่รวมค่าคลาดเคลื่อนทางสถิติ การขาดดุลเงินออมของภาคธุรกิจเอกชนจะชะลอลงจากร้อยละ 12.5 เหลือร้อยละ 2.9 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2540 เนื่องจากการชะลอการลงทุนตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว กำลังการผลิตส่วนเกินที่ยังมีอยู่ การขาดแคลนสินเชื่อ และต้นทุน เงินทุนที่สูงขึ้น ส่วนภาคสถาบันการเงินขาดดุลเงินออมร้อยละ 1.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เทียบกับการเกินดุลร้อยละ 2.4 ในปี 2539 เนื่องจากการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์


       
  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
962 ถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
กรุงเทพฯ 10100
โทรศัพท์ : 02-2804085 (40 คู่สาย)
แฟกซ์ : 0-2281-3938
Email : webmaster@nesdb.go.th
            pr@nesdb.go.th
สำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค
ภาคเหนือ (เชียงใหม่) : 053-112689
ภาคกลาง (นนทบุรี) : 02-5267074
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) : 043-236784
ภาคใต้ (สงขลา) : 074-312702