(เฉพาะเจ้าหน้าที่ สศช.)    KM องค์กร | SSL VPN | NESDB WebMail Th  |   Eng
<FONT color=#000066 size=2><B>แผนผังเว็บไซต์</B></FONT>  แผนผังเว็บไซต์ Minimize 

 ภาวะการออม การลงทุนและช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน Minimize 

  ส่วนที่ 2 ภาวะการออม การลงทุน และช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน

การออมและการลงทุน

          การออมเบื้องต้นของประเทศซึ่งประกอบด้วย เงินออมสุทธิ ค่าเสื่อมราคา และเงินโอนลดลงร้อยละ 6.7 ในปี 2541 ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทำให้รายได้และการออมของภาคธุรกิจ รัฐบาล และรัฐวิสาหกิจลดลง โดยเฉพาะเงินออมของภาครัฐบาลลดลงมาก มีเพียงภาคครัวเรือนที่เงินออมขยายตัวสูง เนื่องจากความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น

          การลงทุนเบื้องต้นในราคาประจำปี (Gross capital formation) ซึ่งประกอบด้วย การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรก่อนหักค่าเสื่อมราคา และการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลังลดลงอย่างรวดเร็วถึงร้อยละ 40.5 เทียบกับการลดลงร้อยละ 17.8 ในปี 2540 ผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ กำลังการผลิตส่วนเกิน และการขาดแคลนสินเชื่อ ทำให้การลงทุนของภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจลดลงร้อยละ 38.9 และ 50.3 ตามลำดับ นอกจากนี้การลงทุนของภาครัฐบาลที่ขยายตัวสูงต่อเนื่อง มีมูลค่าลดลงร้อยละ 25.2 และการลงทุนของภาครัฐวิสาหกิจลดลงร้อยละ 20.5

1. ภาคครัวเรือน

          รายได้ของภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเงินเดือนค่าจ้าง รายได้ดอกเบี้ยและเงินปันผล ในขณะที่รายจ่ายเข้ากองทุนประกันสังคมและรายจ่ายเพื่อการบริโภคลดลงมาก เพราะประชาชนไม่มั่นใจในภาวะเศรษฐกิจในอนาคต จึงเพิ่มความระมัดระวังในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ภาคครัวเรือนมีเงินออมเบื้องต้นสูงถึง 460,283 ล้านบาท เมื่อเทียบกับ 297,409 ล้านบาทในปี 2540 ส่วนการลงทุนใน
สินทรัพย์ถาวรด้านที่อยู่อาศัยลดลงมากจาก 74,819 ล้านบาทในปี 2540 เหลือเพียง 45,722 ล้านบาทในปี 2541 ทั้งนี้เพราะความต้องการและอำนาจซื้อของประชาชนลดลง ประกอบกับดอกเบี้ย
เงินกู้ที่อยู่ในอัตราสูง รวมทั้งสถาบันการเงินเข้มงวดและจำกัดสินเชื่อ ดังนั้นภาคครัวเรือนจึงมีเงินออมเกินดุลสูงถึง 459,787 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35.0 จากปี 2540

2. ภาคธุรกิจ

          ธุรกิจจำนวนมากประสบปัญหาหนี้สินและขาดแคลนเงินทุนหมุนเวียน บางรายไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ จำเป็นต้องปิดกิจการ รายได้จากการดำเนินงานและเงินออมสุทธิของภาคธุรกิจลดลงมาก แต่เมื่อรวมค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ถาวรที่เพิ่มขึ้นทำให้เงินออมเบื้องต้นของภาคธุรกิจมีมูลค่า 715,939 ล้านบาท ลดลงจากปี 2540 ร้อยละ 11.1 ในขณะที่การลงทุนลดลงมากจาก 922,121 ล้านบาท เป็น 458,161 ล้านบาทในปี 2541 หรือลดลงร้อยละ 50.3 เนื่องจากธุรกิจส่วนใหญ่มีกำลัง
การผลิตส่วนเกินเหลืออยู่มาก จึงชะลอการลงทุน รวมทั้งดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในระดับสูง และสถาบัน
การเงินเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ การลงทุนที่ลดลงมากกว่าเงินออมเบื้องต้น ประกอบกับค่าสถิติคลาดเคลื่อนส่งผลให้ภาคธุรกิจมีเงินออมเกินดุล 396,730 ล้านบาทในปี 2541 เป็นครั้งแรก

3. ภาครัฐบาล (ส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น)

          ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา สถาบันการเงินและธุรกิจประสบปัญหาในการดำเนินกิจการ ส่งผลให้รายได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลลดลง ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาขยายตัวเล็กน้อย ทำให้รายได้รวมของ
รัฐบาลลดลงจากปีก่อนเล็กน้อย ในขณะที่รายจ่ายเพื่อการอุปโภคยังคงเพิ่มขึ้น ทำให้เงินออมเบื้องต้นของภาครัฐบาลลดลงจาก 410,709 ล้านบาทในปี 2540 เป็น 231,068 ล้านบาทในปี 2541 คิดเป็นอัตราลดลงร้อยละ 43.7 รายจ่ายเพื่อการลงทุนลดลงมากจาก 362,214 ล้านบาทในปี 2540 เหลือเพียง 270,819 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลได้ชะลอและระงับโครงการการลงทุนที่ไม่จำเป็นและไม่
เร่งด่วนออกไป อย่างไรก็ตาม ในปี 2541 รัฐบาลขาดดุลเงินออมรวม 58,169 ล้านบาท สูงขึ้นจากการขาดดุลในปี 2540 ร้อยละ 80.8

4. ภาครัฐวิสาหกิจ ( ไม่รวมสถาบันการเงิน )

          ภาครัฐวิสาหกิจมีเงินออมเบื้องต้น 75,204 ล้านบาท เทียบกับ 77,371 ล้านบาทในปี 2540 ส่วนการลงทุนลดลงต่อเนื่องอีกร้อยละ 20.5 ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบข้อตกลงกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศว่ารัฐวิสาหกิจจะไม่ลงทุนเกินกว่าความสามารถในการจัดหารายได้ของตนเอง ทำให้ภาครัฐวิสาหกิจขาดดุลเงินออม 83,261 ล้านบาท ขาดดุลลดลงจากปี 2540 คิดเป็นอัตราร้อยละ 36.7

5. ภาคสถาบันการเงิน

          ภาคสถาบันการเงินโดยรวมยังคงไม่มีการออมเช่นเดียวกับปี 2540 เนื่องจากบริษัทเงินทุน
หลักทรัพย์ และธนาคารแห่งประเทศไทยประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันและกองทุนต่าง ๆ ซึ่งเป็นสถาบันที่มีสัดส่วนการออมสูงในภาคสถาบันการเงิน รวมทั้งสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐได้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์
การเกษตร มีเงินออมขยายตัวสูง ขณะที่ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์กลับมีอัตราการขยายตัวลดลง

          ด้านการลงทุนของภาคสถาบันการเงินในปีนี้ลดลงถึงร้อยละ 49.5 เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจและ
การเงิน ทำให้ไม่มีการลงทุนขยายงานและสถาบันการเงินบางแห่งลดขนาดกิจการลง

          ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายในการสำรองเผื่อหนี้สูญที่ทำให้ธนาคารขาดทุนเป็นจำนวนมากนั้น ในระบบของการจัดทำบัญชีเศรษฐกิจเงินทุนยังคงให้นับรวมเป็นเงินออมอยู่ในกิจการ

6. ภาคต่างประเทศ
          ในปี 2541 ภาคต่างประเทศขาดดุลการออมกับประเทศไทย หรืออีกนัยหนึ่งไทยมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลสูงถึง 595,035 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 12.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ณ ราคาประจำปี เป็นผลจากการส่งออกขยายตัวสูง ในขณะที่การนำเข้าลดลงตามการชะลอตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ทำให้ดุลการค้าที่เคยขาดดุลมาเป็นเวลานานกลับมาเกินดุลเป็นจำนวนมากถึง 503,129 ล้านบาท นอกจากนี้ดุลบริการยังคงเกินดุลเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
 

ช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน

          เศรษฐกิจไทยในปี 2541 แม้ว่าการออมจะลดลงจากปีที่แล้วค่อนข้างมาก แต่ก็ยังมีมูลค่าสูงกว่าการลงทุน หรือมีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 12.8 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ เทียบกับการขาดดุลเงินออมร้อยละ 0.4 ในปี 2540 เป็นผลจากการลงทุนเบื้องต้นของประเทศที่ลดลงถึงร้อยละ 40.5 ในขณะที่การออมเบื้องต้นลดลงร้อยละ 6.7

          การชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนทำให้ภาคครัวเรือนมีเงินออมเกินดุลเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.0 ของ
ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในปี 2540 เป็นร้อยละ 9.9 และภาคธุรกิจเอกชนที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน ซึ่งเป็นสถาบันที่ขาดดุลเงินออมสูงสุดมาตลอดกลับมีเงินออมเกินดุลร้อยละ 8.6 ซึ่งหากไม่รวมค่าคลาดเคลื่อนทางสถิติ ภาคธุรกิจเอกชนยังคงมีเงินออมเกินดุลร้อยละ 5.2 และภาครัฐวิสาหกิจขาดดุลเงินออมลดลงเหลือร้อยละ 1.8 แต่รายรับจากการเก็บภาษีที่ลดลงในขณะที่มีความจำเป็นต้องใช้จ่ายงบประมาณในช่วงเศรษฐกิจถดถอยทำให้ภาครัฐบาลขาดดุลเงินออมร้อยละ 1.3 และการขาดทุนของธนาคารแห่งประเทศไทย และบริษัทเงินทุน ทำให้ภาคสถาบันการเงินโดยรวมขาดดุลเงินออมร้อยละ 2.6

• ตารางที่ 1 เงินออมในประเทศ
• ตารางที่ 2 การลงทุนในประเทศ
• ตารางที่ 3 การเกินดุล (ขาดดุล) ต่อ GDP รายภาคเศรษฐกิจ
• ตารางที่ 4 สินทรัพย์และหนี้สินทางการเงินรายภาคเศรษฐกิจ


       
  สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
962 ถนนกรุงเกษม เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย
กรุงเทพฯ 10100
โทรศัพท์ : 02-2804085 (40 คู่สาย)
แฟกซ์ : 0-2281-3938
Email : webmaster@nesdb.go.th
            pr@nesdb.go.th
สำนักพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมภาค
ภาคเหนือ (เชียงใหม่) : 053-112689
ภาคกลาง (นนทบุรี) : 02-5267074
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขอนแก่น) : 043-236784
ภาคใต้ (สงขลา) : 074-312702